ซื้อคอมส่วนตัวไปทำไม ถ้าบริษัทก็มีคอมให้ใช้ส่วนตัวได้?

เรื่องเล่าจาก Software Engineer ที่กดซื้อ MacBook Pro เพื่อใช้ส่วนตัว ทั้งๆที่บริษัทก็มีให้ใช้อยู่แล้ว

โชคดีอย่างหนึ่งของสายงานด้าน Software Development ก็คือ บริษัทหลายๆแห่งในไทยก็มีเครื่อง MBP แจกให้พนักงานใช้กันอยู่แล้ว อีกทั้งยังให้ใช้ใช้งานได้อิสระเปรียบเสมือนกับเป็นเครื่องของตัวเองจริงๆอีกด้วย (สำหรับบริษัทที่ไม่ซีเรียสเรื่องข้อมูลและความลับของบริษัทมากนัก) จึงทำให้หลายๆคนเลือกที่จะใช้คอมบริษัทสำหรับการใช้งานส่วนตัวด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพื่อซื้อคอมอีกเครื่องสำหรับใช้งานส่วนตัว

บริษัทมีคอมให้ แถมใช้ส่วนตัวได้ จะซื้อใหม่ทำไม?

ต้องบอกก่อนว่าก่อนหน้านี้ผมก็ใช้เครื่องบริษัทเยี่ยงเครื่องส่วนตัวมานานหลายปี และด้วยการที่ทำแบบนี้มานานจึงทำให้ตัดสินใจเลือกที่จะซื้อเครื่องส่วนตัวมาใช้มากกว่า โดยเหตุผลหลักๆก็คือต้องการแยกงานส่วนตัวกับงานของบริษัทออกจากกันนั่นเอง

เพราะนอกเหนือจากงานบริษัทแล้ว ผมยังมีทั้งงานอดิเรกและงานส่วนตัวที่ต้องใช้คอมด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ดเพื่อ Experiment หรือ Opensource, เขียนบทความ หรืองานที่มีการว่าจ้างเป็นการส่วนตัว

หยิบงานมาทำได้ทันที ทั้งๆที่เป็นงานที่ไม่เร่งด่วน

ทั้งนี้ก็เพราะว่า Resource ของงานทั้ง 2 นั้นสามารถเข้าถึงได้ง่ายเหมือนกัน (เพราะอยู่บนคอมเครื่องเดียวกัน) แค่เราลากเม้าส์ไปกดไฟล์งานในเวลาที่ไม่ใช่ แค่นั้นก็ถือว่าเราโดน Distractive จากงานต้องทำในเวลานั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเมื่อเราไม่สามารถ Concentrate กับงานใน​ ณ เวลานั้นได้อย่างเต็มที่ ก็จะส่งผลให้ Productivity ของเราลดลงไม่มากก็น้อยนั่นเอง

“ได้ๆ เดี๋ยวเช็คให้แปปนึงนะ” เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆจากงานที่อยู่คนละฝั่ง ทั้งๆที่สิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องรีบทำในเวลานั้นเลย แต่เราเลือกที่จะทำทันทีเพราะกลัวว่าจะลืมมันไป และพอทำสิ่งนั้นเสร็จแล้วกลับมาทำงานที่ควรจะทำต่อ ก็ต้องมานั่งรื้อฟื้นความทรงจำต่อว่าก่อนหน้านี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง สิ่งที่คิดไว้ในตอนนั้นมีอะไรบ้าง แทนที่จะจดเก็บไว้แล้วค่อยทำในเวลาที่ควรจะทำ

Tab ใน Chrome ที่ดองไว้ทั้งงานบริษัทและงานส่วนตัว

ไม่ว่าใครๆก็ชอบดอง Tab ใน Chrome กัน เพราะว่าบ่อยครั้งเราจำเป็นต้องเปิดดูเนื้อหาหรือข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงาน จึงทำให้บ่อยครั้งที่เราจะมี Tab ที่เปิดทิ้งไว้เยอะมาก

และเมื่องานบริษัทและงานส่วนตัวทำให้เราจำเป็นต้องดอง Tab บน Chrome ไว้ทั้งคู่ ก็ยิ่งทำให้ Tab ที่ดองไว้เพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก กลายเป็นว่าเวลาหา Tab ที่ต้องการ ก็ต้องเสียเวลานั่งหามากขึ้น (ต่อให้แยกไว้หลายๆหน้าต่างก็ตาม)

ไฟล์งานและโปรแกรมมากมายที่ต้องย่อเก็บไว้เพราะยังปิดไม่ได้

งานที่ทำในบางโปรแกรมบ่อยครั้งไม่อยากจะกดเซฟจนกว่าจะทำบางส่วนเสร็จ ก็จะต้องย่อเก็บไว้ไม่ต่างอะไรกับ Tab บน Chrome กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมใช้งานคอมได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ส่วนหนึ่งก็เพราะโปรแกรมที่ผมใช้ทำงานบริษัทและงานส่วนตัวนั้นส่วนใหญ่จะเป็นตัวเดียวกัน จึงทำให้มีโอกาสทับซ้อนกันได้ง่ายมาก

ไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหนก็มักจะใช้โปรแกรมเดิมๆนี่แหละ

และแน่นอนว่าการมีคอม 2 เครื่อง ไม่ได้มีแค่เรื่องเงินที่ต้องจัดการ

ปรับ Process และ Rule ในการทำงานของตัวเอง

ที่ผ่านมาทำทุกอย่างบนเครื่องเดียวมาตลอด ดังนั้นเพื่อให้การซื้อเครื่องส่วนตัวสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองมากที่สุด จึงต้องมีการกำหนดรูปแบบในการทำงานเพิ่มเข้ามาด้วย

โปรแกรมและแอปที่จะใช้งานในแต่ละเครื่อง

การแยกเครื่องออกจากกันอย่างชัดเจนจะสะดวกตรงที่ผมสามารถแบ่งโปรเจคที่ต้องใช้ในแต่ละฝั่งได้อย่างชัดเจน โปรแกรมที่จำเป็นสำหรับบริษัทก็จะมีแค่ในเครื่องของบริษัทเท่านั้น

Account และ License ของโปรแกรมและแอป

แน่นนว่าผมแยก Apple ID ออกจากกัน แต่สำหรับ Google Account ที่ใช้ล็อกอินใน Chrome จะใช้ผสมกันระหว่าง Google Account ของบริษัทกับส่วนตัว เพราะอยากให้ Search Result ที่มาจากข้อมูลของ Google Account ส่วนตัวด้วย

เมื่อ Google Account เป็นอันเดียวกัน ก็เลยใช้ Account ใน StackOverflow, Medium และ Github เป็นอันเดียวกัน ส่วน Facebook กับ Twitter จะเล่นแค่บนเครื่องส่วนตัวเท่านั้น (ถ้าจะเล่นในเวลาทำงานก็ไปเล่นบนมือถือแทน)

ช่องทางในการพูดคุยเวลาทำงานของผมจะใช้ Slack เป็นหลัก ไม่ว่าจะงานบริษัทหรืองานส่วนตัว จึงล็อกอินไว้ทั้งสองฝั่ง เพื่อให้สะดวกต่อการคุย (คุยข้ามฝั่งได้ แต่ถ้าจะทำงานต้องสลับเครื่อง) ส่วน LINE ก็เอาไว้คุยทั่วไปทั้งเรื่องส่วนตัวและบริษัท (ไม่ค่อยได้ใช้ซักเท่าไรด้วย) ไม่ซีเรียสมาก จึงล็อกอินสลับเครื่องแทนได้

ส่วนโปรแกรมที่มี License จะมีแค่ตระกูล Affinity เท่านั้น ซึ่งมี License ส่วนตัวอยู่แล้ว และสามารถใช้ได้หลายเครื่อง จึงใช้ License ตัวเดียวกันได้เลย

และสำหรับ Spotify และแอปต่างๆที่ดาวน์โหลดจาก App Store ก็จะใช้ Family Sharing แทน (Spotify ผมสมัครแบบ Family อยู่แล้ว) ที่ต้องทำเพิ่มเติมก็แค่เพิ่ม Account ของเครื่องบริษัทเข้าไปใน Family ด้วย เพื่อให้สามารถฟังเพลงใน Spotify ได้ และดาวน์โหลดแอปต่างๆที่เคยซื้อไว้ใน Apple ID ส่วนตัวได้ (แต่ Subscription จะไม่ติดมาด้วย)

แยก Tab ใน Chrome ออกจากกัน

โดย Tab ที่เปิดอยู่บนเครื่องบริษัทก็จะมีแต่เนื้อหาหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับงานบริษัท ส่วนเครื่องส่วนตัวก็สามารถเปิดอะไรก็ได้ตามใจชอบ จึงทำให้สามารถจัดการกับ Tab ได้สะดวกและชัดเจนมากขึ้น

ถ้ามีเว็ปไหนที่อยากเปิดบนอีกเครื่องด้วยก็ใช้ Send to Your Devices ของ Chrome ได้เลย

เวลาเจอเว็ปที่มีเนื้อหาหรือข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ไม่เกี่ยวกับงาน ก็สามารถกดส่งไปให้เครื่องส่วนตัว แล้วค่อยไปเปิดดูหลังเลิกงาน

ไม่ใช้งาน 2 เครื่องพร้อมๆกัน

การซื้อเครื่องส่วนตัวแยกกับเครื่องบริษัทจะไร้ค่าทันที ถ้าเราเปิดคอมทั้ง 2 เครื่องเพื่อใช้งานพร้อมๆกัน เพราะสุดท้ายแล้วเราก็จะได้แค่อุปกรณ์มาทำให้เรา Multitasking ง่ายกว่าเดิม และสุดท้ายก็เจอกับปัญหาเดิมๆอยู่ดี

ดังนั้นเวลาจะใช้งานเครื่องใดเครื่องนึงก็จะปิดอีกเครื่องเสมอ เพื่อไม่ให้เครื่องนั้น Distractive เราในระหว่างที่ใช้งานอีกเครื่องอยู่

และเวลาที่ออกไปข้างนอก ก็จะพกแค่เครื่องใดเครื่องนึงโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์เท่านั้น เช่น เข้าออฟฟิศก็พกเครื่องบริษัท, ไปงาน Tech Conference ก็พกเครื่องส่วนตัว เป็นต้น

ถ้ามีงานอะไรที่ต้องทำ แต่ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องทำ ก็ให้ Memo เก็บไว้

เป็นเงื่อนไขที่ต่อเนื่องมาจากการทำงานแค่ทีละเครื่อง ทำให้ผมสามารถ Prioritize ได้ว่างานไหนที่เร่งด่วนจริงๆ และงานไหนที่ไม่เร่งด่วน และทำการ Memo เก็บไว้เพื่อทำงานนั้นๆในภายหลังได้ (แล้วก็พบว่า งานที่เร่งด่วนจริงๆมีน้อยยยยยยมากกกกกก)

ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง ยังสบายดีอยู่ไหม?

นับตั้งแต่ซื้อเครื่องส่วนตัวมาและใช้ควบคู่กับเครื่องบริษัท ก็ผ่านมาเกิน 2 เดือนแล้ว (และแน่นอนว่า เครื่องส่วนตัวก็ยังผ่อนอยู่ 😢) ซึ่งในช่วงแรกๆอาจจะดูเหมือนว่าตัวเองต้องปรับเปลี่ยนอะไรเยอะ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น ผ่านไปไม่กี่วันก็กลายเป็น Routine ไปเรียบร้อย

และนอกจากนี้ การแยกเครื่องบริษัทกับเครื่องส่วนตัวออกจากกันก็มีข้อดีอย่างอื่นด้วยนะ เช่น

  • แยกข้อมูลระหว่างไฟล์งานของบริษัทกับไฟล์ส่วนตัวออกจากกันได้อย่างชัดเจน
  • ฺBackup เฉพาะเครื่องส่วนตัวเพื่อ Backup แค่ข้อมูลส่วนตัวได้ ไม่ต้องมานั่งแยกว่าอันไหนข้อมูลบริษัท อันไหนข้อมูลส่วนตัว
  • ลดโอกาสที่ข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทจะรั่วไหล

การโดน Distractive หรือ Interrupt จากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวนั้น สามารถส่งผลกระทบกับ Productivity ได้ง่าย ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนประสบปัญหามากหรือน้อย และประสบปัญหาในเรื่องอะไร ดังนั้นการจัดการกับปัญหาให้เหมาะสมก็จะช่วยให้การทำงานของเรา Productive เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเช่นกัน

สำหรับผมนั้นรู้สึกว่าด้วยรูปแบบการทำงานของตัวเองที่หลากหลาย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงตัดสินใจซื้อเครื่องส่วนตัวเพื่อช่วยแก้ปัญหา แต่นั่นก็คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ดังนั้นการซื้อเครื่องเพื่อใช้งานส่วนตัวจึงไม่ใช่คำตอบที่ดีสำหรับทุกคน ถ้ามีวิธีที่ทำได้ง่ายกว่า ไม่ต้องเสียเงิน ก็แนะนำให้ลองทำดูครับ 😉

แบบนี้ก็แปลว่าผมใช้เงินแก้ปัญหาในการทำงานของตัวเองหรอ? อืมมม ก็ใช่แหละ…

Lovely android developer who enjoys learning in android technology, habitual article writer about Android development for Android community in Thailand.

Lovely android developer who enjoys learning in android technology, habitual article writer about Android development for Android community in Thailand.