เงินเดือนในบัญชีหมดได้ แต่อย่าให้ไฟในการทำงานนั้นหมดไป

“ไฟในการทำงาน ≠ เผางาน” อย่าไปเหมารวมกันล่ะ

ย้อนกลับไปในสมัยเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าชีวิตวัยทำงานนั้นเป็นอะไรที่สนุกและน่าตื่นเต้นตลอดเวลา ต่างจากสมัยเรียนมัธยมหรือมหาลัยโดยสิ้นเชิง จึงทำให้ผมรู้สึกกระตือรือร้นและรู้สึกตั้งใจทำงานมากกว่าตอนเรียนเสียอีก อาจจะเพราะว่าทำงานอยู่ในสายซอฟท์แวร์ที่มีอะไรให้เรียนรู้ ได้ลองพัฒนาตัวเอง และได้เจออยู่ตลอดเวลาล่ะมั้ง

ผู้อ่านหลายๆคนก็คงเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ได้เป็นอย่างดีและเรียกคนเหล่านี้ว่า “วัยรุ่นไฟแรง

ไฟที่ว่านั้นคือแรงบันดาลใจ, กำลังใจ, ความต้องการ หรืออะไรก็ตามที่ผลักดันอยากให้เราก้าวต่อไปหรือตื่นขึ้นมาแล้วอยากจะทำอะไร

สำหรับชีวิตการทำงานของผมนั้นมีพื้นฐานสำคัญอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

  • ความรู้ (Knowledge)
  • มุมมองความคิด (Mindset)
  • ไฟ หรือ ความกระตือรือร้น (Enthusiastic)

“ความรู้” จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา

“มุมมองความคิด” จะเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมที่เจอ

แต่สำหรับ “ไฟ” กลับไม่มีรูปแบบตายตัวว่าจะเพิ่มขึ้นได้ยังไง แต่ที่แน่ๆคือมันจะลดลงเรื่อยๆตามกาลเวลาและสภาพแวดล้อมที่เจอ

เมื่อใดที่ไฟมอดไป ก็ไม่รู้สึกว่าอยากจะทำอะไร พอไม่อยากจะทำอะไรอย่างอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง และนั่นแหละที่เค้าเรียกกันว่า Burnout Syndrome

ดังนั้น “ไฟ” จึงสำคัญมากในการทำอะไรซักอย่าง เพราะถ้ามันหมดไปเมื่อไร จะเติมใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำสิ่งนั้นต่อไปก็ไม่อินเสียแล้ว (ใน ณ ที่นี้คือการทำงาน)

แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด Burnout ล่ะ?

เมื่อลองมานั่งคิดดูดีๆแล้วเราจะพบว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ไฟในตัวเรานั้นลดลงได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นทีละนิดหรือตูมเดียวเยอะๆก็ตาม แต่ที่แน่ๆมันคือความรู้สึกในแง่ลบที่ส่งผลกับจิตใจและการทำงานของเรา เช่น เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ไม่สำเร็จ, โดนกดดันจากหัวหน้า, เพื่อนๆร่วมทีมไม่ยอมเล่น ROV ด้วย, โดนบังคับให้ทำงานที่ตัวเองไม่เห็นด้วย แต่จำเป็นต้องทำเพราะหัวหน้าสั่งมา หรือแม้กระทั่งห้องน้ำที่บริษัทไม่มีที่ฉีดก้น เป็นต้น

ผู้อ่านอาจจะพยักหน้าเห็นด้วยกับตัวอย่างที่ผมหยิบยกขึ้นมาพูด เพราะเรื่องแย่ๆเหล่านี้เห็นได้ชัดเจน แต่จริงๆแล้วปัญหาเหล่านี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นและมีวิธีหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ได้ไม่ยากนัก

เพราะหน้าที่ของบริษัทก็คือเปลี่ยนไฟของเราให้กลายเป็น Productivity ยังไงล่ะ

https://unsplash.com/photos/W0rMe2Cy94I

ในขณะเดียวกัน สิ่งที่อันตรายที่สุดนั้นคือความรู้สึกที่ไม่ได้แย่มากนัก แต่มักจะทำให้ไฟเราลดลงทีละนิดๆโดยไม่รู้ตัว เช่น การโหมงานหนักเกินไป หรือเหตุการณ์บางอย่างที่เราไม่ได้คิดอะไรมากแต่เจออยู่ทุกๆวัน เป็นต้น เพราะปัญหาเหล่านี้อาจจะดูไม่เหมือนกันปัญหา แต่จริงๆแล้วมันเป็นน่ากลัวกว่าที่คิด เพราะมันจะคอยสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างแนบเนียนโดยที่เราไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ Burnout ไปแล้วนั่นเอง (เผลอๆยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร)

ทั้งๆที่ไฟในการทำงานนั้นถูก Burn ทิ้งได้ง่ายๆ การหาเชื้อเพลิงมาเติมกลับทำได้ยากนัก แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรซักเท่าไร เพราะว่าการเติมเชื้อเพลิงเพื่อรักษาไฟของเรานั้นทำได้ง่ายๆด้วยอะไรก็ได้ที่สามารถเติมเต็มความรู้สึกดีๆให้กับเรา เหตุผลหรือเหตุการณ์หรือบางอย่างที่ทำให้เกิดกำลังใจ ทำให้เกิดเป้าหมายเพื่อให้เราอยากตื่นขึ้นมาและทำงานต่อในวันถัดไป

ดังนั้นถ้าอยากรู้ว่าจะเติมไฟในตัวเองได้ยังไง ก็ต้องถามตัวเองแล้วล่ะ เพราะแต่ละคนมีรูปแบบในการเติมเต็มไม่เหมือนกัน (“หนี้สิน” ก็น่าจะเป็นเชื้อเพลงที่ดีเช่นกัน ทุกวันนี้ก็เห็นหลายๆคนใช้กันอยู่)

จงใช้และรักษาไฟให้เป็น เพื่อตัวเองและอนาคต

การโหมไฟในวัยคุกรุ่นมันก็ดี เพราะมันทำให้เราเติบโตได้ไวขึ้น ก้าวหน้าได้ไกลขึ้น แต่มันก็เหมือนกับการขับรถน่ะแหละ ถ้าเหยียบเร็วเกินไปก็เปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ แต่ถ้าเราเหยียบด้วยความเร็วที่พอเหมาะก็จะหมดช้าและไปได้ไกล

ถ้าเรารักษาไฟไม่ให้หมดเร็วจนเกินไป มันก็จะใช้ไฟได้อย่างคุ้มค่าและทำให้เราไปได้ไกลที่สุด และในระหว่างนั้นเราก็จะได้มีเวลามากพอสำหรับเติมไฟให้กับตัวเราเองได้อีกด้วย

แต่สิ่งที่วัยรุ่นยุคใหม่ไฟแรงมักจะมองข้ามกันก็คือคุณค่าของไฟในตัวเอง และไม่มีวิธี Defend ตัวเองเพื่อรักษาไฟในการทำงาน (อย่างดีก็ทำได้แค่ใช้มือป้องเพื่อไม่ให้ไฟดับ แต่กลับไม่รู้ว่าจะแก้ไขระยะยาวยังไง) เพราะคิดว่ายังไงตัวเองก็ทนไหว ทั้งๆที่จริงแล้วสิ่งที่ทนไหวคือร่างกาย หาใช่จิตใจ

https://unsplash.com/photos/ZsgPd6ovNag

ดังน้นจงหลีกเลี่ยงสถานการณ์แย่ๆเพื่อไม่ให้ไฟลดลงโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ควรหาทางเต็มเติมไฟกลับมาทุกครั้งเพื่อรักษาสมดุล ส่วนอะไรที่ดูเล็กๆน้อยๆก็อย่ามองข้าม จงแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนมันจะสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรา

และถ้าต้องเจอสถานการณ์ที่ต้องแลกกับไฟที่เยอะมาก ก็ต้องได้มาซึ่ง “Knowledge + Mindset + อย่างอื่น” ที่มากกว่า เพื่อให้คุ้มค่ามากพอที่จะแลก และหลังจากนั้นก็ควรใช้เวลาพักใหญ่เพื่อรักษาไฟให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง (แต่อย่าลืมว่ามันอาจจะไม่กลับมาเท่าเดิมแล้วนะ)

สรุป

ไฟในการทำงานนั้นสำคัญมาก ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนทำอะไรก็ตาม ควรรักษาไว้ให้ดี ในชีวิตจริงเราจะต้องเจอเหตุการณ์ต่างๆในการทำงานที่พร้อมจะทำให้ไฟเรามอดอยู่ตลอดเวลาเพื่อทำให้เราก้าวไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าวันนี้นั่นเอง

Lovely android developer who enjoys learning in android technology, habitual article writer about Android development for Android community in Thailand.

Lovely android developer who enjoys learning in android technology, habitual article writer about Android development for Android community in Thailand.